Profil de B love OBasPhotosBlogListes Outils Aide
Photo 1 sur 11
La liste est vide.
7 octobre

Hugo's Birthday 7 October

 
  ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว แต่ว่าเขียนวันเดียวกัน อิอิอิ วันนี้ก็ไป North Wollongong Beach มา เมื่ออาทิตย์ไปนั่งดูเค้ากิน แต่ว่าอาทิตย์นี้ไปนั่งกิน รู้สึกไม่น่าสงสารตัวเองแล้วเย้..... วันนี้ Hugo ก็มารับตอน 12.30 pm. ตอนแรกก็จะไม่ไปแล้ว เพราะว่าวินมี group meeting เราก็ไม่อยากไปเพราะว่าเราก็ยังไม่รู้จักใคร เจงๆ Hugo เค้าก็เพื่อนวิน แต่ว่าอาศัยที่เป็น chef มือ 1 แห่ง Wollongong เว่อร์ไป อิอิอิ ก็ทำกับข้าวให้เค้ากินก็เลยรู้จักกัน งานนี้ต้องขอบคุณหม่ามี๊ ที่มีสูตรอาหารเด็ดๆ ทำให้เป็นผลพลอยได้กับเรา เล่าต่อ เม้าส์เกิน อิอิอิ ถึงไหนแล้วหว่า อ่อออ ว่าจะไม่ไป แต่ก็โทรไปปรึกษาพี่กิ๊ก พี่สาวแสนสวยของเรา ที่มีเพื่อนที่แสนดี Kitty น้อย อิอิอิ ว่าเราจะไปดีหรือเปล่าอ่ะ เพราะว่าไม่รู้จักใครเลย รู้จักแค่ 2 คนเองหน่ะ ไปก็ตายแน่ Eng เราก็ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ อาศัยว่าพูดได้แต่ว่าฟังยากชิบเป๋ง พี่เค้าก็แนะนำก็ไปเถอะ ไป make friends ไปหัวเราะอย่างเดียวก็ยังดี หลังจากได้คำแนะนำ ก็ไม่
มั่นใจเท่าไหร่ แต่ว่าอาศัยปากเร็ว say yes ไปแล้ว ทำยังไงได้ ก็ต้องไป Hugo มารับตอน 12.30 พร้อมกับเพื่อนสาว Italian (Samantra) มาเป็นตุ๊กตาหน้ารถ อย่าเข้าใจผิดนะ เค้าเป็นเพื่อนกัน ก็ทักทาย แล้วก็คุยกันมาเรื่อยๆ ตลอดทาง ก็แนะนำตัวกันเรียบร้อย แล้ว Hugo ก็บ่นเพื่อน roommate ว่ามันจัด party กันทุ๊กกกกวัน เค้าอยู่ไม่ได้ ก็เจอเหมือนน้องวินเรา เพราะว่าเคยอยู่ที่เดียวกัน แต่ว่า วินไหวตัวทัน ย้ายออกมาได้ก่อน ก็บ่นไปตลอดทางเราก็ได้แต่นั่งฟัง รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง say yes มั่วๆไป เพื่อไม่ให้ตก topic อิอิอิ เหมือนโง่เลยเน๊อะ แต่ก็เจง ทำจิงๆ ครับ say yes ไปอย่างนั้นแหล่ะพอไปถึงหาที่จอดรถยากชิบเป๋ง แต่ว่ามีศาลาให้นั่งอย่างดี เป็นส่วนตัวแล้วก็เป็นกันเองดี พร้อมกับลมแรงโอ้...สบาย แล้วก็มีเพื่อนอีก 3 คน ชื่อ Unberto (Mexico), Catherine (Germany) คนนี้รู้แล้วนี่เน๊อะ คนสุดท้ายเป็นแม่บ้านแห่ง trip นี้ คนนี้เด็ดชื่ออารายหว่าจำไม่ได้อ่ะ แต่ว่าเป็นคน Aussie
พูดลาวได้เราอึ้งเลย แล้วขอบอกว่าชัดด้วยนะ แล้วก็ไม่ได้ลูกครึ่งลาวเลยนะ  แต่ว่าเค้าไปอยู่ลาว 5 ปี เพราะว่าทำ research เกี่ยวกับ developtment in education ก็ได้สอน ได้พูด ภาษาลาว แต่ว่าไม่ใช่แค่ Eng and Lao. She also can speak Spanish Italian แล้วก็รู้หลายภาษา แบบว่าผู้หญิงอารายเนี่ย แต่ว่าเค้าเรียนด้าน Linguistic มา แล้วเค้าเป็นลูกครึ่ง Italy and Eastern European ก็เลยพูดได้หลายภาษา เพราะว่า Italy and Spanish are quite similar. อาหารที่เค้าชอบคือแกงเขียวหวาน ปลาราดพริก เค้าก็บอกว่าอยากกิน แล้วจะมาพิสูจน์ฝีมือเราทำอาหารเร็วๆนี้ ทีนี้ต้องเรียกหม่ามี๊ให้ช่วยแล้วแหล่ะ แต่ว่าก็เคยทำปลาทอดกรอบราดพริก ก็คงจะใช้ได้ก็คงจะอาศัยสูตรนั้นทำให้เค้ากิน พอแนะนำตัวอะไรเสร็จก็ไปย่าง BBQ กันลมแรงม๊ากมาก จานกระดาษปลิวว่อน ก็มีเรา Hugo and Unberto ไปจัดการ BBQ ส่วนผู้หญิงก็นั่งจัดโต๊ะอาหาร แล้วก็นั่งเม้าส์ เป็นปกติครับ ที่ผู้ชายทำ
กับข้าวที่นี่ ถ้าเป็นเมืองไทยนะ ผู้ชายทำให้ผู้หญิงเค้าหาว่ากลัวเมีย เพราะฉะนั้นเพื่อนผู้หญิงทั้งหลาย มาหาสามีคน Aussie นะ รับรองสบายครับ กับข้าวก็ไม่ต้องทำ สบายโคตร พอเสร็จแล้ว พี่วินเราก็โทรมาให้ไปรับ Hugo เพื่อนเราก็ขับรถไปรับวินพร้อมกับ Andrey เพื่อนชาว Indonesia นี่ก็เกือบ Around the world หรือยังหว่ามีทั้ง Thai, Indonesia, Mexico, Spain, Italy, German and Australia แบบว่าโอเคเลย แล้วก็ได้เริ่มเวลารับประทานอาหาร น่าเสียดายที่ Andrey เรากินไม่ได้เพราะว่าเดือนรอมฎอน ก็นั่งเล่นแถวๆ นั้น เฮ่ออออ อาหารมื้อนี้ก็มี Light Salad, Pasta Salad, Potato Salad, Chicken BBQ, Prawn and Chicken Kebab. โอ้ เปรมจัง เสร็จแล้วก็ได้เวลาตัดเค้ก ทำโดยแม่บ้าน Australia ของเรานี่เอง เป็นเค้กหน้าดอก Jasmine ก็ดอกมะลิบ้านเราเนี่ยแหล่ะ ใช้ได้เลย ก่อนที่จะตัดเค้ก Hugo ก็พูดแบบซึ้งมาก บอกว่า ''เค้ามีความสุขมากสำหรับวันนี้ เพราะว่าปกติเค้าจะอยู่แล้วจัดวันเกิดคนเดียว ตัดเค้กคนเดียว กินเค้กคนเดียว ไม่มีเพื่อน แล้วเค้าก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเค้าจะมีเพื่อนต่างชาติมาร่วมงานวันเกิดเค้าในวันนี้'' ฟังแล้วก็ซึ้งแทนเลย แล้วก็บรรจงตัดเค้กที่แม่บ้าน Aussie ทำให้ แล้วธรรมเนียมเค้าก็มีการดึงหูตามอายุเกิดปีนี้เพราะเชื่อว่าจะไม่แก่ขึ้น ลองไปทำดูบ้างนะ ต้องวันเกิดเท่านั้นนะ อิอิอิ ทำปีละครั้ง มันก็เป็นตลกดี แต่ก็เป็นโจ๊กหน่ะแหล่ะ ไม่มีอะไรมากมาย พอกินอะไรเสร็จแล้วก็เดินเล่นริมชายหาด อ่อ ระหว่างกินเค้กก็มีเพื่อนผู้ชายคน Aussie อีกคน ไม่รู้ชื่ออ่ะ แนะนำเพื่อนผู้หญิงทุกคนคนนี้หน้าตาใช้ได้เลย แต่....ท่าทางเจ้าชู้หน่อยนะถ้ารับได้ก็จะติดต่อให้ อิอิอิ แล้วก็เดินเล่นทะเล ถ่ายรูปชักภาพไปหลายเหมือนกัน แต่ว่ากระจายไปหลายกล้องหน่ะ เดี๋ยวเอาไปดูบ้างแล้วกันนะ แล้วก็เดินทางกลับ
 
  งานนี้ก็ต้องขอบคุณพี่กิ๊กพี่สาวแสนสวย ที่แนะนำให้ไป ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเพื่อนต่างชาติหน่ะ ขอบคุณมากๆ ครับ แต่ว่าก็เลยไม่ได้เข้าเมืองไปซื้อมาม่าชาเขียว 6 ห่อ กับผัดขี้เมา 4 ห่อให้เลยอ่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปแน่ๆ จะซื้อให้นะ แล้วก็ขอบคุณหม่ามี๊สำหรับสูตรอาหารเด็ดที่ทำให้ make friend ได้ขนาดนี้ และขอบคุณเพื่อนๆที่มาอ่าน หวังว่าก็น่าจะเป็นประโยชน์บ้างว่าที่นี่เป็นยังไง จะมา up เรื่อยๆ นะ
 
  ปล. Good Luck for the exam ทุกคนนะ เราก็จะสอบแล้วยังไม่ได้แตะเลยหนังสือ เฮ่อ.............................

North Wollongong Beach

 
  มา Up space ซะที 2 อาทิตย์แล้วไม่ได้ up อาทิตย์ก่อนไป beach มา ไปเดินเล่น แล้วอาทิตย์นี้ก็ไปอีก เพราะว่าวันเกิดเพื่อนคน Spain ชื่อ Beach คือ North Wollongong Beach
 
  ไปอาทิตย์แรกมีไปกัน 4 คนครับ มีบาส วิน Hugo (Spain) Catherine (German) ชิวมากไม่ได้เตรียมอะไรไปมากมาย ก็มีกล้องถ่ายรูป Hugo ขับรถมารับตอน 11 โมง เราก็งง เฮ้ย ไปกันตอนนี้เนี่ยนะ แดดร้อนจะตายห่า เดี๋ยวดำหมด แต่เพื่อนต่างชาติเราก็ไปตอนนี้แหล่ะ อากาศดีมีแดด มีลม เหมาะที่สุดที่จะเที่ยวทะเล เรากับวินก็มองหน้ากัน พร้อมกับเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ร้องเท้าผ้าใบ เหมือนไปเดินป่า แต่ว่าเพื่อนต่างชาติเรานี่ ขาสั้นรองเท้าแตะและ Catherineก็ใส่สายเดี่ยว เพื่อนเราก็งงครับ ว่าไอคนไทย 2 คนนี้มันไปไหนของมัน ชุดว่ายน้ำก็ไม่มี ใส่ยังกับไปเดินป่า เราก็อิอิ บอกว่าไม่เล่นน้ำเพราะว่ากลัวดำ เค้าก็หัวเราะเรา เราก็หัวเราะเค้า ไอบ้านี่ไปเล่นน้ำทะเลตอนนี้เนี่ยนะ อย่างว่าแหล่ะเน๊อะ Different Culture พอไปถึงโอ้....แม่เจ้า ลมทะเลแรงโคตร ต้นไม้สูงๆ เหมือนบ้านเรา ไม่มีซักกะต้น แดดแรงมากมาย แต่ว่าไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนบ้านเรานะ คือมันก็เย็น แล้วที่สำคัญไม่เหม็นปลาเน่า ไม่เหนียวตัว สบายโคตร เพื่อนต่างชาติเราไม่รอช้าเป็นโอกาสดีที่จะ burn ผิวตัวเอง รีบเอาเสื่อมาปู ทา sun block แล้วก็ล้มตัวลงนอนผึ่งแดด อย่างมีความสุด ไอเรา 2 คนก็นั่งเอามือบังแดด เพราะว่าแดดแรงมัน burn ผิวเราได้ ก็ได้แต่บังไม่รู้จะบังทำไม เพราะว่าไม่ได้ช่วยอารายเล้ย แล้วก็มองเห็น lighthouse จากที่อยู่ไม่ค่อยไกลเท่าไหร่ ก็คุยกับวิน เดินไปกัน ระหว่างทางก็ชิมน้ำทะเลบ้านเค้าไปด้วย เพราะว่าก่อนหน้านี้มีคนบอกว่าน้ำทะเลไม่ค่อยเค็ม ก็เลยชิม ไม่เค็มเจงๆครับ แบบว่าน้ำใส่เกลือนิดหน่อยเท่านั้นเอง แล้วก็มีคนตก
ปลาริมทะเล แบบว่าอ้าว ตกตรงนี้จะได้หรอวะ เพราะว่าน้ำก็กระทบชายฝั่งเสียงดัง ปลาที่ไหนจะกินเบ็ดหว่า ก็ปล่อยเค้าให้เค้าตกต่อไป เราก็อดสงสัยไม่ได้ ก็ได้แต่มอง แล้วก็ไม่มีซักตัวเจงๆ ก็เดินต่อไป คลื่นที่นี่เค้าจะแรงกว่าบ้านเรา แต่ว่าไม่ถึงกับสูงเลยหัวกระดานโต้คลื่นขนาดนั้น แต่ว่าก็พอเล่นได้ก็คงจะสนุกของเค้า บ้านเราก็โต้คลื่นแบบห่วงยาง 5555 คลื่นนานๆมาทีก็ เฮ..กันที แต่ว่าเค้าก็เฮกันได้ตลอด เพราะว่าคลื่นเค้ามาตลอด โอ้....แม่เจ้าเดินเป็นชั่วโมงแล้ว ยังไม่ถึง lighthouse ซะที แบบว่าไกลชิบเป๋งเลย เดินก็ลำบากเพราะว่าทรายที่นี่เค้าละเอียดมาก แล้วริมชายหาดเค้าไม่มีขวด ไม่มี plastic เกลื่อนกลาดเหมือนบ้านเรานะ เดินมาจนเหนื่อยก็นั่งพักริมทาง มีต้นสน คือกว่าจะมาเจอต้นสนเนี่ยแทบตาย แต่ว่าเค้าก็ทำเป็นที่นั่งพักกินอาหาร เลยนะ แบบว่าทำเอง เค้า provide hut ไว้ทำ BBQ ให้เราไปทำได้ฟรี ก็ทำไปเป็นครอบครัว กันอย่างสนุกสนาน เรากับวินก็มองหน้ากัน หิวโว้ยยยย กลิ่นก็หอมมากับทะเล น้ำลายไหลเป็นแถวๆ แต่ก็นั่งมองดูอะไรไปเรื่อยๆ ที่พลาดไม่ได้คือ ต้องชักรูปไปหลายเหมือนกัน อิอิอิ แล้วก็คุยกับวิน ยกเลิกการเดินต่อไป light house แล้วนะ เพราะว่าไม่ไหวแล้ว ก็โทรบอก Hugo ขับรถมารับที่ Novotel ริมหาด ที่น่าสังเกตริมทะเลเค้าไม่มีร้านอาหาร ไม่มีเต้นเหมือนบ้านเรานะ ฉะนั้นหาดเค้าก็สะอาด คือร้านอาหารเค้าที่มีก็เป็นอีกระดับนึง แบบว่าแพงโคตรพ่อหน่ะครับ เพราะว่าเพื่อน Spain เราเป็นเด็กเสริฟร้านอาหารแล้วบอกว่าอย่าไปกินนะ มันแพงโคตรปาป๊า อ่ะ แล้วเพื่อน Spain เราก็พาไปขึ้นเขาชมวิว Wollongong
ก็เห็นทะเลที่เราไปกัน แล้วก็บริเวรรอบๆ ก็ถ้าเกิดว่าไปตอนกลางคืนก็คงสวยอ่ะ แต่ว่าเสียดายเค้าปิดตอน 6 โมงเย็น ก็คงไม่เห็นหน่ะ เฮ่อ....ผิดหวังชะมัด อาทิตย์หน้าก็วันเกิด Hugo มาเลี้ยงกันที่ Beach เหมือนกัน
 
เดี๋ยวเล่าต่อ Blog หน้านะ วันเกิด Hugo ที่ Beach
 
27 septembre

ลาก่อน ดอนเมืองที่รัก

 
 เฮ่ออออ วันนี้วันที่ 27 กันยายน 2549 เป็นวันสุดท้ายที่ Don Muang International Airport ต้องถูกปิดตัวลง ตอนเด็กมีความฝันว่าอยากขึ้นเครื่องบิน ในชีวิตต้องได้ขึ้นเครื่องบิน นั่งนึกภาพคงสบายน่าดู น่าตื่นเต้น ทุกครั้งที่นั่งรถผ่านดอนเมืองตั้งแต่ยังไม่มีทางด่วน จะคอยเกาะหน้าต่างนั่งมองเครื่องบินขึ้นลง เหมือนเด็กทั่วๆไป เห็นเครื่องบินที่ลงมาสนามบินรู้สึกนกที่กำลังลงมาอย่างสง่าผ่าเผย มันเท่ห์อย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะตอนที่เครื่องลงเฉียดอนุสรณ์สถานตรงดอนเมืองนะ มันแบบว่าอยากถ่ายภาพนั้นไว้เหลือเกิน แต่ว่าก็คงไม่มีโอกาสแล้วแหล่ะ สิ้นสุดภาระที่แสนยาวนานมาหลายปี
 
 ครั้งแรกที่เหยียบสนามบินดอนเมืองก็ตอนที่ไปรับพ่อ ที่กลับมาจากญี่ปุ่น ตื่นเต้นทั้งที่จะได้เจอพ่อ แล้วก็ได้เข้าสนามบินครั้งแรก ตอนนั้นแม่ก็ไปรับพ่อเหมือนกัน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพ่อจะมาที่ Terminal 1 หรือ 2 อย่างว่าแหล่ะก็ไม่ได้เคยไปนี่หว่า ก็ได้แต่คอยดู Monitor ที่สนามบิน ครั้งนั้นครั้งแรกเลย รู้สึกผิดหวังนิดๆ ที่ไม่ได้เห็นเครื่องบินใกล้ๆ เพราะว่าคิดว่าจะได้เห็นหน่ะ
 
 ครั้งที่ 2 ไปรับย่าที่สนามบิน เพราะว่าแก่มากแล้วหน่ะ ก็เลยต้องไปรับกับพ่อ หลังจากที่พ่อกลับมาจากญี่ปุ่นใหม่ๆ
 
 แล้วก็มีอีกหลายครั้ง แต่ว่าก็ยังไม่เคยรู้เลยว่าข้างในเป็นยังไง จนในที่สุดได้เข้าไปข้างในก็ตอนม. 2 เพราะว่าต้องไปส่งย่ากลับต่างจังหวัด ก็ตอนนั้นไม่มีใครว่างจะไปส่ง น้องสาวก็ไม่สบายก็เลยไปส่งไม่ได้ เราก็ต้องไปส่งแทน ทำอะไรไม่ถูกเลย ดีใจก็ดีใจที่ได้เข้าไปข้างในแต่ว่าภายในประเทศนะ ไม่ใช่ต่างประเทศก็ยังดีใจ ว่าจะได้ขึ้นเครื่องจากดอนเมืองแล้ว พอขึ้นไปเห็นพนักงานสวยๆ หน้าตาดีทั้งนั้น อยากจะถามพี่เค้าเดี๋ยวนั้นเลยอ่ะว่าพี่เรียนมาด้านไหน จบมาด้านไหน อยากเป็นแบบพี่อยากทำงานแบบพี่หน่ะ แต่ว่าตอนนั้นก็ยังงงอีกว่าทำไม ไม่เหมือนตอนที่เห็นของพ่อ ไม่เห็นเข้มงวดเหมือนตอนที่ไปรับพ่อเลยหล่ะ งงมากๆ อะไรแค่นี้หรอ แป๊บเดียวได้ขึ้นเครื่องแล้ว จนในที่สุดถึงบางอ้อตอน ม. 4
 
 อ.นวลจันทร์ พานักเรียนไปทัวร์สนามบินก็ถึงบางอ้อเลยว่ามันแบ่งเป็นในประเทศ ระหว่างประเทศ แบ่งเป็นขาเข้า ขาออกอีก ก็รับรู้แล้วก็ไปเข้าไปเดินเล่นข้างใน แต่ว่าก็ยังไม่ได้เข้าไปใน Duty free อยู่ดี ก็ได้แค่ผ่าน ตม. แค่นั้นแต่ก็ไม่ได้เข้าไปลึกกว่านั้น เพราะว่าเข้าผ่าน ตม. แล้วก็ออกเลยเค้าไม่ให้เข้าไปมากกว่านี้อ่ะ แต่ว่าก็เห็นเครื่องบินขึ้นลง เพราะว่ามี Piar ให้เราดูได้อ่ะ ก็ได้เห็นเครื่องบินขึ้นลงได้อย่างเต็มตาไม่ต้องชะเง้อเหมือนแต่ก่อน ความสง่างามของเครื่องบินไม่ได้เสื่อมถอยไปตามกาลเวลาเลย
 
 แล้วก็ไปรับเพื่อน ไปส่งเพื่อน ก็บ่อยครั้งเหมือนกันความทรงจำดีๆ กับสนามบินดอนเมืองมีมากมายเหลือเกิน มีทั้งรอยน้ำตาที่ต้องจากเพื่อน มีทั้งรอยยิ้มดีใจที่ได้ไปรับเพื่อน หรือว่าได้เจอญาติ แล้วก็ได้ยินข่าวว่าจะสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ โกงกันบ้างอะไรกันบ้าง ต่างๆนานา จนเบื่อแล้ว
 
 และแล้วครั้งแรกในชีวิตที่ได้ออกเดินทางไปต่างประเทศ วันที่ 16 มิ.ย. 2549 ไปลงที่มาเก๊า นั่งเรือไปเกาะฮ่องกง ทีนี้ได้เข้าไปใน Duty Free shop แล้ว เดินซะทั่วเลย ของถูกทั้งนั้น (ถ้าเทียบกับ Brand Name ด้วยกันนะ) แต่ว่าไม่ได้ซื้อ เพราะว่าก็นะไม่รู้จะซื้อทำไมเก็บตังไปเที่ยวดีกว่า อิอิ
 
 ครั้งล่าสุดที่ได้เหยียบสนามบินก็วันที่ 8 ก.ค. 2549 และก็เป็นครั้งสุดท้ายของเราที่ได้เหยียบสนามบินดอนเมือง สมกับเป็นสนามบินแห่งความทรงจำจริงๆ เพราะว่าต่อจากวันนี้ไปเราจะเห็นเครื่องบินใกล้ๆ ก็ต้องไปที่สุวรรณภูมิ ซึ่งใกล้จากบ้านเรามากคงจะนานๆๆๆๆ ครั้งที่เห็นความสง่างามของเครื่องบิน รู้สึกใจหายแฮะ เครื่องบินลำสุดท้ายที่ร่อนลงดอนเมืองก็คือสายการบินคูเวตแอร์ไลน์ หลังจากเที่ยงคืนของวันที่ 27 กันยายน ก็ต้องสิ้นสุดภาระของสนามบินดอนเมืองซะที ภาระที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ขอบคุณหลายๆ เราจะไม่ลืมเลยว่าเธอคือสนามบินที่อยู่เคียงข้างกับคนไทยมาแสนนาน ลาก่อนนะ สนามบินดอนเมือง พักผ่อนให้สบายนะ ต่อไปนี้สุวรรณภูมิก็ทำหน้าที่แทน ทำให้ได้ดีเหมือนดอนเมืองนะหรือไม่ก็ดีกว่านะ
25 septembre

Canberra Trip

      เมื่อวานนี้วันที่ 23 September ไป Canberra มา นั่งรถประมาณ 4 ชั่วโมงจาก มหาวิทยาลัยไปทางไหนก็ไม่รู้ ไปดูแผนที่เอาเองนะรถออกเดินทางจากมหาลัยเวลา 8 โมงตรงเป๊ะ ที่ไทยก็ยังคงหลับสบายกันอยู่ ทุกคนมาตรงเวลากันม๊ากมาก แบบว่าไม่ต้องรอ อ่ออ ค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 1,200 บาท อย่าไปคิดมาก ตกก็ 40 AUD จะพยายามไม่คิดมากนะ T T เรานั่งรถ 2 ชั้นไป นั่งด้านหน้าข้างบน เหมือนรถ ABAC นั้นแหล่ะ  2 ชั้นแบบนั้น แต่ว่ารถ ABAC ยังดีกว่าเยอะ ตลอดทางไม่มีอะไรเลยนอกจากภูเขา เหว พื้นหญ้า ม้า วัว แต่ว่าไม่เห็นเพื่อนๆ กินหญ้าริมทางนะ นั่งนับร้าน McDonald ระวังทางเพลินจนหลับจนถึง Canberra ตื่นมา ยังกับเมืองร้าง เพราะว่าเสาร์ อาทิตย์ เค้าหยุดกันเจงๆไม่เหมือนบ้านเรา ทำงานกันสุดๆ ใช่ม๊ะ ที่แรกที่ไปก็เป็น Australia Parliament ให้เวลาเดินแค่ 1 ชม. เองอ่ะ เค้ามี guide นำทาง ไอเราไม่สนใจอะไรเลย แหกทางเดินเค้าตลอด เพื่อจะได้เก็บภาพ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนคนนำทางเค้าเหมือนจะไม่พอใจ แต่ว่เราก็ไม่สน เพราะว่าคนแหกไม่ได้มีเราคนเดียวนี่นา คนอื่นก็เยอะแยะ ก็คนมันไม่เคยเห็นนี่เน๊อะ แม้ว่าเมืองไทยเองเรายังไม่เคยไปเลย อยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้ ได้ไปของที่นี่ก่อน คงจะมีบุญวาสนาเป็นรัฐมนตรีหรือเปล่าหว่า ฝันอีกแล้วเรา แต่ว่าดูไปรัฐสภาเค้าไม่ใหญ่เลยอ่ะ แล้วเค้าก็แบ่งฝ่ายค้านกับรัฐบาลเหมือนบ้านเรา แต่ว่ารวมทั้งฝ่ายค้านกับรัฐบาลไม่ถึง 100 หน่ะ พอเดินเสร็จแล้วก็ ไปที่สวนอะไรก็ไม่รู้ แต่เป็นงาน Exhibition ดอกไม้มีดอกไม้สวยยยยยยยยยยมากกกกกกกกกกกกก ก่อนอื่นไม่ทำอะไรเลย หาอะไรกินก่อน งานออกจะกว้าง แต่ว่าของกินหายากชิบเป๋ง แต่ว่าก็พยายามหา ก็เจออยู่ประมาณ 6 ซุ้ม แต่ละซุ้มแถวยาวมาก แต่ว่าก็รอ สุดท้ายก็สั่ง Steak & Onion Roll ราคา 6.2 AUD ก็ตกเกือบ 200 บาทแต่ขอบอกว่ามันก็เป็นขนมปังใส่ Steak and Onion บ้านเราก็คง 15 บาทได้ ทำไมมันช่างต่างอะไรขนาดนี้ พอกินเสร็จ ก็ไม่อิ่มอ่ะแต่ว่ากินอีกไม่ได้แล้ว เพราะว่าต้องรีบไป Post ท่าถ่ายรูปกับดอกไม้อันแสนสวยส่วนใหญ่ ดอกไม้ในงานก็เป็น Tulip เยอะมาก ทีนี้แบบว่ารีบถ่ายรูปเลย ได้เยอะเหมือนกัน อ่ออออ ในกล้องเรามีสมาชิกอยู่ 4 คน มีเรา พี่กิ๊ก พี่ Nuna and Jee 2 คนนี้เป็นคนเกาหลี ก็จับกลุ่มไปกันแค่นี้อ่ะ จะได้ไม่ต้องมาแย่งกล้องถ่ายรูปกันเยอะ อิอิอิ แต่ว่า 1 ในนั้นนะ ถ่วงเวลาในการถ่ายรูปมากๆๆๆ เพราะว่าคุณเธอถ่ายแต่ดอกไม้แล้วใช้เวลานานมากในการถ่ายแต่ละดอกเซ็งเลย แต่ก็เอาเถอะ ได้รูปดอกไม้สวยๆ มาประดับบน Desktop ก็โอเค อิอิอิ แต่ว่าทีหลังอย่าถ่ายนานมากนะพี่กิ๊ก Oopss ว่าจะไม่บอกนะเนี่ยว่าเป็นใคร แต่ว่าหลุดออกมาแล้วก็ช่างเถอะเน๊อะ คริคริคริ เสร็จแล้วเราก็เข้าห้องน้ำ ก่อนขึ้นรถระหว่างรอรถ เราก็หลงเข้าไปเดินในห้องมืดแถวนั้น เป็น Model ใน Canberra เราก็เพิ่งรู้ว่า เมืองนี้เค้าจัดผังเมืองเป็นระเบียบมาก โดนที่ถนนสายหลักยิงตรงจาก Parliament ไปยังสุดทาง แล้ว Parliament อยู่บนเกาะ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ แล้วมีสะพานข้ามไปยังภายในเมือง โอ้แม่เจ้า แล้วเค้ามี presentation พร้อมแสง สี เสียง แบบว่าอึ้งสวยมาก แล้วที่สำคัญ แอร์เย็นอ่ะ ก็เลยเดินรอในนั้น หลังจากนั้นก็ไป Museum ก่อนหน้านี้เราไป Parliament ก็เห็นไอตึกสวยงามนี้ตั้งนานแล้วอ่ะ ที่มันเด่นเพราะว่าทาสีส้ม ประกอบกับ Modern Style เห็นแล้วแบบว่าอะไรหรอ แบบว่าชวนให้สงสัย แล้วก็ผ่านไปไม่ยักจะรู้ว่ามันคือ Museum ของที่นี่ เป็นแบบ Style Modern มาก ชอบๆๆๆ ว่าแล้วก็ชักรูปก่อนเข้าไปก็กว่า 10 รูป แต่ว่าข้างในมันค่อนข้างมืดอ่ะถ่ายไม่ได้เลย น่าเสียดาย แต่ก็ไม่มีอะไรเท่าไหร่ เราไม่เดินข้างในให้เสียเวลา แตกแถวเป็นประจำออกมาข้างนอก ชักภาพไปหลายอีกเช่นกัน ด้วยที่ตึก Style Modern พร้อมกับใบหน้าอัน Modern ของพวกเรา ก็เหมาะสมอะไรกันเช่นนี้ ข้างในก็เหมือนที่ไว้ของโบราณสมัยพวก Aborigin แล้วก็ Revolution มาในปัจจุบัน เสร็จขึ้นรถ ไปที่สุดท้ายสำหรับ trip นี้ คือ Telstra Tower เป็นหอคอยของบริษัท Telstra ซึ่งเป็นบริษัท Telecommunication in Australia หอคอยของเค้าสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 860 เมตร แล้วเป็นจุดชมวิวรอบเมือง Canberra ลมเย็นมาก แทบจะพัดคนผอมอย่างเราปลิวเลยหน่ะ อิอิ อากาศตอนเย็นก็หนาวอยู่แล้ว เจอลมเย็นอีก โอ้ ตายพอดี ถ่ายได้ไม่นานก็ต้องรีบลง อีกอย่างตอนเช้าๆ ชักภาพซะเยอะ แบตกับ mem ที่เตรียมมาเริ่มหมด ก็เลยไม่ได้ถ่ายอะไรมาก เสร็จแล้วก็ขึ้นรถกลับมหาวิทยาลัย เป็นเวลา 9.30 pm. จบ trip สำหรับวันนี้ เดี๋ยวจะอัพรูปตามลำดับสถานที่นะ 

2 septembre

Life in Australia

 
วันนี้มานั่งเขียน Space ดีกว่าก็ไม่ว่างหรอกนะ แต่ว่าก็เบื่อๆ หน่ะ แป๊บๆ ก็ Week 7 แล้วรู้สึกว่าเพิ่งมาได้แค่ 1 เดือนเอง
แต่ก็ได้เที่ยวเยอะนะเนี่ย อาทิตย์แรกก็ First Orientation ก็ยังไม่มีอะไรเท่าไหร่ มาวันแรก เอาแล้วกูหลงทางซะอย่างนั้น
ไปเจอพี่แนนคนไทยคนแรกเลย ที่ได้คุย เหมือนสวรรค์ทรงโปรดสำหรับเรา แต่สำหรับพี่เค้าคงแบบว่ากูไม่น่าเจอเล้ยยยย
ซวยชิบเป๋ง อิอิอิ (พี่แนนเป็นผู้หญิงที่ตัวค่อนข้างเล็ก ผิวคล้ำนิดๆ นิสัยน่ารักมากกกก เรียนเอกที่นี่ คณะอะไรจำไม่ได้ อิอิอิ
พี่เค้าได้ทุนจากมหาลัย จบไปก็เป็นอาจารย์ อิอิอิ (ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะขอรับ) กะว่ากลับไปพาพี่แนนไปเที่ยวทะเล) พอ
หลงทางไปเจอพี่แนนเสร็จ ไอเราก็ยังหลงอีกไม่เป็นท่า แทนที่จะเดินตรงไปก็เจอแล้วป้ายรถเมล์ กลับเดินอ้อมซะอย่างนั้น
ไปเจอพี่แหม่ม กับ พี่อ้อม เราก็นึกว่าไม่ใช่คนไทย ถามภาษาอังกฤษซะอย่างนั้นเลย ภาษาเราก็งูๆ ปลาๆ เอาวะถามเป็นถาม
ไม่อย่างนั้นได้นอนมหาลัยแน่เลย ก็ไปถามพี่เค้า พี่เค้าก็ไม่รู้ว่าเราคนไทยก็บอกว่าให้ตาม แล้วพี่อ้อมก็คุยเป็นภาษาไทย เรา
ตกใจ เหมือนสวรรค์ทรงโปรดอีกแล้ว เจอพี่คนไทยอีกแล้วดีใจโคตร (พี่แหม่ม กับ พี่อ้อม มาเรียนเอก ได้ทุนมา อยากได้ทุน
ต่อเอกบ้างจัง พี่เค้าใจดีม๊ากมาก แล้วพี่แหม่มก็รอรถเมล์เป็นเพื่อนเราวันนั้น ขอบคุณมากนะครับพี่) เฮ่อและแล้วก็ได้กลับบ้าน
ตั้งแต่วันนั้น ก็ได้รู้จักพี่คนไทยเพิ่มอีกคนนึง พี่คนนี้เรียนโท รุ่น 43 ทำไม๊ทำไม โลกกลมอย่างนี้ก็ไม่รู้ จะว่าพี่เค้าก็เคยเป็น
ว่าที่สะใภ้คณะ Science ABAC นะคร๊าบบบ แต่ว่าด้วยความที่ห่างกันไกลพี่สะใภ้คนนี้ก็ต้องเลิกกับแฟนหนุ่มรูปงามไป พี่ผู้
นี้มีนามว่า พี่กิ๊กส์...... พี่เค้ามาเรียนโทที่ UOW เจอกันเพราะว่าพี่แนนนี่แหล่ะ เราก็ไม่รู้จักหรอก แต่ว่าหอวินกับพี่เค้าอยู่ใกล้
กันก็เลยทำให้รู้จักกัน พี่เค้าใจดีนะ แต่ว่าถ้าด่าทีก็แบบว่าตัวใครตัวมัน เคยโดนมาแล้วแบบว่ากวนตีนพี่เค้ามาก โดนด่าซะงั้นเลย
ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่กล้าเล่นกับพี่เค้าเท่าไหร่ แต่ก็มีอะไรก็พี่กิ๊กส์กอดกันเหมือนพี่กับน้องแหล่ะ รู้สึกอบอุ่นเวลาอยู่กับพี่เค้าแฮะ
แล้วพี่เค้าก็มีเพื่อน Korea คนนึง ชื่อ J แต่เราเรียกพี่เค้าว่า นูน่า เพราะว่าภาษาเกาหลี เรียกพี่สาวว่า นูน่า ทำกับข้าว อร่อยม๊ากมาก
โดยเฉพาะซุปเนื้อ แต่ไม่น่าเชื่อแฮะว่าอายุเยอะนะ แต่ว่าหน้าอ่อนมากกกก นูน่าเราเป็นอาจารย์ที่เกาหลีมาก่อน ความใฝ่ฝัน
ของนูน่าเราคือหาสามีหน่ะ เฮ่ออออ เราก็เอาใจช่วยขอให้ได้แล้วกันนะนูน่า แค่อาทิตย์แรกก็รู้จักประมาณนี้อ่ะ พี่ๆ เค้าก็ชวน
ไป snow เราก็ตาโต อยากไปๆๆๆ แม่โทรมาพอดี๊พอดี ได้โอกาสขอแม่ทันที พ่อกับแม่ให้ด้วย รีบตอบตกลงโอเช ไปเลย อิอิ
ไป snow ก็วันที่ 22-23 July มาถึงได้เที่ยว snow เลยโว้ยยย พี่ๆ เค้ามีโปรแกรมตั้งหลายหลายปี เพิ่งจะได้ไปก็ตอนที่เรา
มาเนี่ยแหล่ะ โชคดีจังวุ้ย แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ได้เข้า Sydney โอโห.... วุ่นวายม๊ากมาก แต่ที่เที่ยวกลางคืนเยอะโคตร ที่สำคัญ
Adult Bookshop เปิดเสรีมากกกกกกกก มีครบทุกรูปแบบ แล้วก็มีดุ้นเทียมด้วย ใครอยากได้ก็ส่งเงินมานะครับ เดี๋ยวเป็น
เอเย่นให้ อิอิอิ ดึกวันนั้นก็ไปเที่ยวหิมะ อากาศเย็นมาก หนาว อยากกลับก็อยากกลับ อยากเล่นก็อยากเล่น สุดท้ายก็เล่นเป็นแล้ว
เย้ๆๆๆๆ แต่ก็เล่นยากชะมัด หลังจากไป snow ก็ไปเที่ยว Sydney แบบ 1 วันเต็มๆ ที่มี นูน่า พี่กิ๊ก เราแล้วก็วิน ถ่ายรูปแบบว่า
สะใจโคตร แต่ว่าได้ถ่ายกับ Opera House นิดเดียวเองอ่ะ แย่จัง เพราะว่ามันมืดเร็วมากอ่ะ ก็เลยได้รูปมาไม่ค่อยชัดเท่าไหร่
หลังจากนั้นก็ไม่ได้เที่ยวแล้วอ่ะ ชีวิตการเที่ยว Sydney ก็จบลงเท่านี้ก่อน ตั้งหน้าตั้งตาเรียนก่อน แบบว่าเรียนหนักม๊ากมาก
แล้วก็แพงโคตรหน่ะ แล้วภาษาที่นี่ก็ฟังยากมาก แบบว่าเรียนป่านนี้ก็ยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลยอ่ะ แย่จัง ก็ต้องสู้ๆพักไว้แค่นี้ก่อนนะ
เบื่อๆ แล้วจะมา up ให้อ่านใหม่นะ ยังไงก็ดูรูปไปก่อนนะ จะ up รูปบ่อยๆ นะ บายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
 
 
 
28 mai

จบแล้วคร๊าบ ปริญญาตรี

 
  และแล้ววันนี้ก็มาถึงวันสอบวันสุดท้ายสำหรับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วันที่ 15 พฤษภาคม 2549 รู้สึกกึ่งดีใจ กึ่งเศร้าใจ ยังไงอย่างบอกไม่ถูก ที่ดีใจก็เพราะว่าจบแล้ว สบายใจมากๆ แต่ว่าที่เสียใจก็เพราะว่าต้องไปจากเพื่อน ไม่ได้เล่นไม่ได้คุยเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ว่าความรู้สึกดีๆ เราก็จะมีให้กันตลอดไป ใช่มั๊ย ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคน น้องๆ และพี่ๆ ที่เป็นเพื่อนคุย ช่วยเหลือกิจกรรมในคณะเป็นอย่างดี
 
   มะเหมี่ยว - เป็นเพื่อนคนแรกเลยตั้งแต่เราเข้ามาเอแบค แต่ว่าเราก็ไม่ค่อยได้คุยกันเลยเน๊อะ หน้ายังแทบจะไม่เจอกันเลยอ่ะ แต่ก็ขอบคุณนะที่อุตส่าห์มาเป็นหลีดให้เราในงานสุดท้ายอ่ะ ขอบอกว่ามีคนแอบชอบเหมี่ยวเยอะแยะเลย เพื่อนเราที่พระนครเหนือฝากบอกมาอ่ะ ขอบคุณหลายๆ เน้อออ
 
   ดาว(พระนครเหนือ) - ขอบคุณหลายๆ เน่ออ สำหรับความช่วยเหลือหลายๆ อย่าง คอยให้กำลังใจเราเกี่ยวกับ senior มาตลอด ช่วยติดต่อเพื่อนให้ ช่วยติดต่ออาจารย์ให้ แต่เรากลับไม่ได้ช่วยอะไรดาวเลยอ่ะ เอารายงานให้เราช่วยพิมพ์นะ สู้ๆ นะดาว senior อ่ะ อย่ายอมแพ้ เค้าไม่ช่วยก็ช่างเค้าทำเองก็ได้ อิอิอิ
 
   เมปลากรอบ - เฮ่อ....และแล้วก็หมดซะทีเน๊อะ งานคณะที่ทำแล้วมีแต่โดนด่า โดนนินทา เราหวังว่าเมจะได้สิ่งดีๆ กลับมานะ สิ่งที่เมทำเพื่อเพื่อน เพื่อรุ่นน้องอ่ะ แล้วต่อไปนี้ก็ตั้งใจเรียนนะ เรียนในสิ่งที่อยากเรียนนะ มันจะได้ไม่ขืนข่มระทมจิตนะขอรับ จบเร็วๆนะ ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือหลายๆ อย่างนะ
 
   โน๊ตแตงกวา - เราจะรู้จักโน๊ต เริ่มคุยก็ตอนเป็นบายศรีเนี่ยแหล่ะ ก่อนหน้านี้นี่ไม่รู้จักเลย แต่เห็นโน๊ตทีไรก็มีแต่แห้วอ่ะ เราก็ขอให้มีกะเค้าซะทีนะ ถ้าดวงยังไม่มีก็อย่าไปฝืนมันมากนะ ค่อยเป็นค่อยไปอ่ะ เดี๋ยวมันก็เข้ามาเอง ถ้าได้เเล้วก็อย่าลืมร่อนการ์ดเน้ออ
 
   แน๊ทคุง - เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าแน๊ทมาจากตระกูลหยาง แล้วคิดอะไรที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ เก่งนะเนี่ย เวลาเรามองแน๊ท มันรู้สึกอบอุ่นดีอ่ะ เราก็เลยรู้สึกดี แต่ว่าเราก็ไม่ค่อยได้คุยกันเลยเน๊อะ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน น้อยครั้งอ่ะที่จะคุยกันอ่ะ มีแต่จับพุงทักทายกันอ่ะ อิอิอิ ยังไงเราก็ขอให้แน๊ทจบเร็วๆ นะ ผ่าน Dorbi ซะทีนะครับ สู้ๆ
 
   อริศหน้าบาน - คุณนู๋บาน แห่งคณะวิทยา อิอิอิอิ คนอารายบานได้ขนาดนั้น แต่เธอนี่นิสัยยังกะแม่พระ แต่ว่าบางครั้งก็ต้องทำใจแข็งไว้บ้างนะ ไม่อย่างนั้นอริศ จะเป็นคนที่ไม่สบายใจเองทุกๆ ครั้งนะ แล้วอย่าไปคิดมากเรื่องคนอื่นอ่ะ เราคิดซะว่าเราไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เราก็มีความสุขได้ใช่ป่ะ ไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องคนอื่นมาคิดนะ อริศจะได้สบายใจเองซะที และขอให้ไปเที่ยวกะเพื่อนโดนไม่ต้องหนีแม่ไปซะทีนะ คริคริคริ
 
   แก้มปลาทองแก้มป่อง -  ขอบใจนะแดจังกึม ที่เราเอาไปหมกซะนาน อยากบอกว่าเพิ่งจะเริ่มลงมือ write วันนี้เองอ่ะ ขอโทษทีนะ ถ้ามีหนังเกาหลีเรื่องอื่น สนุกๆ ก็เอามาให้เรายืมอีกนะ ชอบของฟรีอ่ะ วันแรกที่เจอแก้มก็คงบูมอ่ะ ใช่ป่ะ ที่แบบว่าไม่เคยคุยกันเลยเน๊อะ จะมีคุยก็ตอนบายศรีอ่ะ แล้วเมื่อไหร่จะไปเที่ยวอิสระได้ซะทีอ่ะเนี่ย ไปไหนไม่ได้เพราะว่าติดแก้มทุ๊กทีเล้ยยยย
 
   ฮี่อาเฮียรักเด็ก - ช่วงนี้เป็นอะไรวะ แม้ง เครียดจัดหรอชวนลงอ่างทุกที แหม.... เป็นอาเสี่ยมาจากไหนวะ เจอ MSN ทีไร ชวนทุกที แล้วน้องในสังกัดเยอะนะ แต่ก็ไม่ได้ซักกะคน คนไม่มีน้ำยาก็เงี๊ยะแหล่ะ อิอิอิ เมิงนี่เสเพลไปวันๆ ไม่ไหวเล้ยย ว่าแต่แบ่งมาให้คนนึงก็ดีนะ อิอิอิ
 
   ป้าแพม - ป้าผู้สูงอายุ แต่อ่อนวัยยิ่งนัก ตั้งแต่บาสรู้จักกับป้ามานะ โอ๊ย...นับไม่ถ้วนเลยอ่ะ จำนวนผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตป้า และที่เป็นกิ๊กกับป้าอ่ะ แต่ก็ดีเป็นสีสันต่อไป บาสอยากจะขอบคุณป้ามากนะครับ ที่อุตส่าห์ยอมเป็นนางนพมาศให้อ่ะครับ ซาบซึ้งน้ำใจของป้าสุดๆ หลังๆนี้ไม่ค่อยได้คุยกับเลยเน๊อะ หวังว่าป้าคงจะสบายดีนะครับ รีบเรียนให้จบซะทีนะครับป้า อย่าเพิ่งจีบหาหนุ่มๆมากนะ อิอิอิ รักษาสุขภาพด้วยนะครับ เพราะว่าแก่แล้ว หมอให้ยาอะไรมากินก็กินนะ
 
   เหลียง - ขอบใจหลายๆ สำหรับความช่วยเหลือของเหลียง ตั้งแต่ปี 1 คำพูดของเหลียงที่บอกเราว่าจะช่วยเราทำกิจกรรม แล้วเหลียงก็ทำตามคำพูดเจงๆ ในขณะที่เรากลับจำไม่ได้เลยอ่ะ แต่เราอยากขอให้เหลียงเลิกคิดซะทีว่าเหลียงไม่มีเพื่อน เหลียงไม่มีใคร จริงๆแล้วเหลียงมีเพื่อนนะ แต่ว่าเหลียงไม่คิดว่าเค้าเป็นเพื่อนเองหรือเปล่า เพื่อนไม่จำเป็นต้องเดินไปไหนด้วยกันตลอด เพื่อนอาจจะเป็นคนที่คอยเป็นห่วงก็ได้นะครับ  
 
   นู๋ ทราย - ตั้งใจเรียนนะนู๋ทราย เราจะเป็นกำลังใจให้นะ อะไรทิ้งได้ก็ทิ้งนะ เป็นห่วงนะดูแลตัวเองด้วย เพื่อนๆ เค้าเป็นห่วงนะ ค่อยๆ เรียนก็ได้ เพราะว่าทรายยังสามารถเรียนได้อีกนานอ่ะ ไม่ต้องรีบจบหรอกน๊า ยังไงเราก็ฝากทรายดูแลรุ่นน้องต่อหน่อยนะ เพราะว่าทรายก็คงช่วยน้องๆ ในคณะต่อไปใช่ม๊ะจนกว่าจะจบใช่ม๊ะ แต่ว่าต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนนะครับ
 
   หยก(อาอึ้ม) - ไอ้เหี้ยบาส เอา Lab Chem มาให้กูลอกหน่อยดิ่ จำได้ติดหู เหตุการณ์นี้เป็นทุกวันก่อนขึ้นเรียน Lab Chem แล้วก็จะวิ่งขึ้นเรียนที่ตึก M ระหว่างวิ่งก็ใส่เสื้อคลุมไปด้วย วันแรกที่รู้ว่าหยกต้องไปอเมริกาก็รู้สึกแย่เลยอ่ะ ว่าจะได้คุยกับหยกหรือเปล่าวะ จะติดต่อกันทางไหน (เพราะว่าตอนนั้น MSN ยังไม่มี) ความรู้สึกตอนปี 1 ต้องเปลี่ยนไปแน่เลย แต่ว่ามันก็ไม่เลยอ่ะ หยกโทรหาเราตลอดอ่ะ ดีใจมากมาย แม้รู้ว่าจะถูกเรากวนตีนก็ยังอุตส่าห์เสียตังโทรมา ซึ้งๆๆ ซักวันเราจะไปหาที่อเมริกาน๊า อ่อ อย่างลืมแต่งงานกะกูนะ แต่งฟรีด้วยนะก๊า อิอิอิ
 
   ขวัญสุดสวยที่สุดในเอเชีย 5 5 5 -  ดีใจนะขอรับที่เป็นเพื่อนกับหมูขวัญ (Oops!) แม้ว่าจะร้องไห้กันหลายรอบก็ตาม ไม่รู้เป็นไรเน๊อะ ทะเลาะกันก็ร้องไห้ เป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ บางอย่างที่พวกเราล้อขวัญมันอาจจะรุนแรงสำหรับความรู้สึกขวัญไปบ้างไม่มากก็น้อย เราก็ขอโทษด้วยนะ แต่ยังไงเราก็จะแอบล้อต่อไป เพราะว่าเราซาดิสถ์ อิอิอิ ไม่โดนขวัญตีแล้วนอนไม่หลับ ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือทุกอย่างนะ ขวัญเป็นเพื่อนที่ดีมากสำหรับเราคนนึง ใครไม่คุยกับขวัญก็ช่าง ยังไงเราก็จะคุย เราชอบคุยกับผีเสื้อแสนสวย 5 5 5
 
   เต้ - นู๋เตเรซ่า อยู่กับเต้นี่ไม่ค่อยเบื่อเลยเน๊อะ ฟังเต้ด่าสนุกดี ขอบคุณหลายๆ นะ สำหรับ World Civil by P' Tae เปิดสอนเลยนะ รับรองศิษย์ตรึม แข่งกับพี่เมย์เลย เป็นวิชาแรกที่เห็นเต้ติวให้เพื่อน ให้น้องอ่ะ แล้วทำได้ดีมากๆ ทุ่มเทมากอ่ะ ดีใจนะที่ได้ทำกิจกรรมกับเต้อ่ะ เราใส่ชุดซามูไร เต้ใส่กิมโมโนน่ารักที่สุดในเอเชีย แล้วก็ได้ที่ 1และสิ่งที่ขายหน้าที่สุดคือหลีด Fortran 555 อย่าพูดถึงมันเลยเน๊อะ เต้ต่อไปนี้ เต้ต้องใจเรียนได้แล้วนะ อ่านหนังสือให้เยอะๆนะ เพราะเพื่อนจะจบหมดแล้ว แต่ว่าไม่มีใครที่จะไม่คิดถึงเต้นะ โดยเฉพาะเราอ่ะ เราจะคิดถึงเต้ และมาหาเต้ ถ้ามีโอกาสนะครับ  
 
   นุ่น(อุ๊ย...ฝรั่งน่ารักม๊ากอ่ะ เขิลลลลล) - เฮ่อออ เทอมสุดท้ายเกือบตายเลยเน๊อะ แล้วก็รู้อะไรเกี่ยวกับเราไปเยอะเลย นุ่นทำงานแล้วไม่ค่อยรับโทรศัพท์เลยนะ คิดถึงหน่ะไม่อะไรหรอก เดี๋ยวไปที่นั่นจะหาหนุ่มหล่อๆ มาฝากนะ เอาให้ไอจมูกโตมันรู้เลยว่าคนหน้าตาดีเจงๆ ไม่ใช่มันอ่ะ รู้สึกดีนะที่ได้เป็นเพื่อนกับนุ่นและหวังว่าจะไม่ลืมเรานะ อย่าทำงานจนไม่ได้หาแฟนนะ (คงเป็นไปไม่ได้อ่ะสิ อิอิอิ) จะไม่ลืมนะ เรื่องเต่ากินผักบุ้ง แต่งโดยนู๋นุ่น ณ Guest house ริมหาดบางแสน
 
   เจด(โห.....ปากเหม็น ตีนเหม็น ไม่ไหวแล้ว) - ระวังนะเมิง มะเร็งปอดถามหาอ่ะ คำพูดนี้ออกจากปากเพื่อนหลายๆ คน เพื่อบอกเจด คนเดียวแต่ก็เท่านั้น ไร้ความหมาย แต่จะบอกว่าเหงือกเมิงคล้ำแล้วนะ ตลอดเวลาที่กูอยู่กับเมิงนี่ไม่มีวันไหนที่สงบเลยเน๊อะ ด่ากันตลอดอ่ะ แต่ก็สนุกดีนะที่ได้ด่าเมิงอ่ะ เพราะเมิงเป็นคนเดียวที่โดนด่าแล้วไม่โกรธเพื่อนอ่ะ เพื่อนอย่างเมิงนี่หายากนะ ทนมือทนตีนดีอ่ะ นับถือ นี่ชื่นชมนะโว้ย ไม่ได้ว่าทางอ้อมอ่ะ ถ้ากูว่าอะไรเมิงเกินไปก็ขอโทษด้วยนะ แต่อย่างเมิงคงไม่หน้าด้านอยู่แล้วอ่ะ คงไม่ว่าอะไร (นี่พิมพ์แบบว่าไม่ได้ตั้งใจนะ มันพิมพ์ออกมาเองอ่ะ) กูไม่เจอเมิงคงเหงาน่าดูหว่ะ ยังไงก็ตั้งใจเรียนนะ เอาให้จบนะ รักเจดนะค๊า คิดถึงนู๋บ้างนะคะ คริคริคริ ทำไมของเมิงได้ยาวที่สุดเลยวะ แต่ใช้เวลาพิมแป๊ะเดียวเองอ่ะ
 
   ขอโทษทีสำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง อย่าโกรธเรานะครับ ยังไงเราก็รักเพื่อนทุกคนนะครับผม ขอให้โชคดี จบกันแล้วก็ขอให้เพื่อนทุกคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีนัดเจอกันเมื่อไหร่ก็อย่าลืมเราน๊า คิดถึงทุกๆคนนะครับ
 
3 mars

ความจริง

 
 
          ความจริง
 
 
จะมีใครรู้คำตอบ ว่าการลืมใครซักคน
นั้นต้องทำอย่างไร ต้องใช้เวลาแค่ไหน
เนิ่นนานเป็นปีที่เราจาก ต่างคนทำตามหัวใจ
แล้วทำไมสุดท้ายยังเสียใจจนวันนี้
บอกตัวเองให้ลืมทุกอย่าง แต่ภาพเธอกลับยังฝังใจ
 
   * อยากลืมความจริงที่ใจของฉันยังมีเธอ
      ความจริงที่ใจอยากพบเธอ
      แค่ฝันว่าเจอ เพิ่งจะฝันก็มีน้ำตา
      อยากจะลืมความจริงที่ใจคิดถึงเธอทุกวัน 
      ความจริงที่ใจยังทรมาน เพราะฉันไม่ลืม
      ลืมว่าใจนั้นยังรักเธอ
 
เส้นทางที่เรานั้นเดินอยู่ ไม่มีวันจะพบกัน
แล้วทั้งเธอและฉัน เราเลือกให้เป็นแบบนี้
แต่ใจทำไมไม่เป็นสุขกับความเป็นจริงซักที
ไม่มีเธอวันนี้ ชีวิตดูหมดความหมาย
 
บอกใจให้ลืมแล้วทุกๆอย่าง แต่ฉันไม่อาจทำได้เหมือนใจ
 
 (ซ้ำ * , *)
 
เพราะฉันไม่ลืม ไม่เคยลืมว่ายังรักเธอ
 
 

B love O a lot

Occupation
Centres d'intérêt 
I'm Bas. If you want to know more about me. Let's talk with me. At basabac@msn.com " Do it the best as much as I can "